Nano Coating Tech

อยากชวนมาทำความรู้จักกับ สตาร์ตอัปที่ตอนนี้ยังเป็นนักวิจัยอยู่นาโนเทคแต่ตัดสินใจ spin off มาเป็น NSTDA Startup ดร. ธันยกร เมืองนาโพธิ์ หรือ ดร.เอิ๊ก นักวิจัยที่ได้ทำงานร่วมกับภาคเอกชนมาโดยตลอด
จุดเริ่มต้นเล็กๆ จากการทำงานวิจัยตามโจทย์ของผู้ประกอบการที่อยากจะพัฒนาสเปรย์ เพื่อเคลือบรองเท้า ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยยังไม่มี เลยเห็นถึงโอกาส แต่โอกาสนั้นไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการที่เห็นตัวของ ดร.เอิ๊ก เองก็เห็นว่าเราได้ core technology ที่เรียกว่า “นาโนซิลิกา” ซึ่งมันสามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมได้อีกหลากหลาย
กว่า 7 ปีในฐานะนักวิจัย ดร.เอิ๊ก ได้ต่อยอดผลงานวิจัยสู่การก่อตั้ง บริษัท นาโน โค้ตติ้ง เทค จำกัด (Nano Coating Tech Co., Ltd.) ในปี 2565 ซึ่งถือเป็น Deep-Tech Startup ที่เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมสารเคลือบนาโน โดยใช้เทคโนโลยี “นาโนซิลิกา (Nano Silica)” ซึ่งเป็น Core Technology ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นเองสามารถปกป้องพื้นผิวได้ทุกประเภท
จุดแข็งของเราคือ เรามี Core Technology ที่พร้อมใช้และได้รับการพิสูจน์แล้วในภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมีฐานลูกค้ารออยู่ตั้งแต่ช่วงเป็นนักวิจัย ทำให้บริษัทสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างมั่นคง เปิดดำเนินการเพียง 4 เดือนก็มีรายได้กว่า 480,000 บาท

ปัจจุบัน Nano Coating Tech เป็นบริษัทรายแรกและรายเดียวในประเทศที่มุ่งพัฒนาสารเคลือบสำหรับ แผงโซลาร์เซลล์ (Solar Panels) โดยเน้นการ customize สูตรเฉพาะให้เหมาะกับลักษณะของฝุ่นในแต่ละพื้นที่ เช่น ฝุ่นจากโรงงานอุตสาหกรรม ฝุ่นจากฟาร์มปศุสัตว์ หรือฝุ่นในเขตเมือง ซึ่งมีองค์ประกอบแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทีมงานจึงต้องเก็บตัวอย่าง วิเคราะห์ และพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่
เรามองว่าการออกมาเป็นสตาร์ตอัปช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของ สวทช. ในฐานะหน่วยงานรัฐได้ และทำให้เราสามารถเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น เข้าถึงลูกค้าและตลาดได้จริงมากขึ้น
ทำไมเลือกเริ่มธุรกิจด้วยการเคลือบแผงโซลาร์เซลล์
การทำงานกับเอกชนมันดีตรงที่เราจะเห็นทั้งโจทย์จากผู้ประกอบการและเทรนด์จากบริษัทรายใหญ่ๆ ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน โซลาร์เซลล์ยังไม่ได้แพร่หลายเหมือนทุกวันนี้ แต่เรามองเห็นแนวโน้มชัดว่า ‘มันมาแน่’ รวมถึงอาคารต่างๆ ที่ผลิตภัณฑ์ของเราสามารถช่วยลดต้นทุนการบำรุงรักษาได้แทนแรงงานคน และมีอายุการเคลือบที่ยาวนานกว่า ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้เรายังเห็นแนวโน้มใหม่ๆ ที่บริษัทสามารถขยาย ต่อยอดไปสู่ตลาดอื่นๆ ได้ในอนาคตอีกด้วย



ความแตกต่างในบทบาทนักวิจัยและ CEO
“ตอนเป็นนักวิจัย เราอยากทำของที่ดีที่สุดในเชิงเทคนิค แต่พอมาทำสตาร์ตอัปเราต้องทำของที่ตลาดต้องการ ผู้บริโภคมีกำลังซื้อ ของที่ดีที่สุด เราทำได้ แต่เราแข่งกับตลาดไม่ได้” พอมาเป็น CEO ต้องมาเริ่มตั้งแต่เรียนรู้หลักการทำธุรกิจ บัญชี การเงิน การตลาด การขาย รวมถึงการหาทุนและแหล่งสนับสนุนต่างๆ
ตอนนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 แล้วแนวโน้มธุรกิจเป็นอย่างไร
“ไปได้สวยครับ”อย่างที่บอกว่าตั้งแต่เริ่มต้นเราเป็นนักวิจัยที่ทำงานกับภาคเอกชนอยู่แล้ว จึงได้สะสมทั้งฐานความรู้และฐานลูกค้าไปพร้อมกัน ตอนนี้เราเข้าสู่ปีที่ 4 ปิดตัวเลขปีที่แล้วที่ 7.9 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีแรกถือว่าเติบโตถึง 330% และเราตั้งเป้าปีนี้ที่ 20 ล้านบาท โดยในอีกไม่เกิน 3 ปี บริษัทต้องแตะหลัก ร้อยล้านบาท ให้ได้
ทำไมถึงเลือกตั้งบริษัทในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
อย่างแรกคือความน่าเชื่อถือ การมีที่อยู่ใน อวท. เป็นเหมือนตราการันตีว่าเราเป็น Deep Tech Startup มีคณะมาเยี่ยมชมบ่อย เราได้คอนเน็กชันจากตรงนี้ด้วย ที่ตั้งของอุทยานฯ เอื้อต่อการทำงานมาก ใกล้เครื่องมือวิเคราะห์ เช่น NCTC ถ้าเราต้องวิเคราะห์ตัวอย่างฝุ่นก็ส่งได้ทันที หรือบางอย่างทำในแล็บเราก็จบเลย หรือถ้ามีอะไรสงสัยเดินไปถามนักวิจัยก็ได้คำตอบทันที
แม้บางโจทย์เราทำไม่ได้ เราก็ส่งกลับไปที่ศูนย์ฯ ได้ ถือเป็นการส่งต่อโจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรมกลับไปสู่นักวิจัย “เอิ๊กมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้าเราเป็นบริษัทที่ทำวิจัย เราต้องมาอยู่ในนี้ การติดต่อหรือการทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยมันง่ายกว่าไปตั้งข้างนอกเยอะมาก” ดร.เอิ๊ก กล่าว
ที่สำคัญตอนตั้งบริษัท เราไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศ เรามองว่าเราต้องเป็น Global Startup ซึ่งตอนนี้เราก็ไปถึงจุดนั้นแล้ว เราได้ขยายตลาดเปิดบริษัทที่ฮ่องกงและจีน ได้รับทุนทดลองตลาดจากความร่วมมือระหว่าง Thailand Science Park กับ Science Park ในฮ่องกง ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยต่อยอดให้เราเติบโตในตลาดต่างประเทศ “อวท. มีจุดแข็งตรงที่มีพาร์ตเนอร์ต่างประเทศเยอะ และมีการทำงานร่วมกันระหว่าง Science Park กับ Science Park ตอนนี้ช่วยเราในการบุกตลาด Greater Bay Area ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่มาก
มีอะไรที่อยากให้ อวท. ปรับปรุงหรือทำให้กับบริษัทมั้ย?
อยากให้ทำกิจกรรมที่ช่วยให้บริษัทในนี้ได้รู้จักกันมากขึ้น เพราะที่ผ่านมา เราแทบไม่รู้เลยว่าบริษัทไหนทำอะไรบ้าง ถ้ามีเวทีได้เจอกันน่าจะหาความร่วมมือทำอะไรด้วยกันได้เยอะ เพราะตอนนี้เราก็มีลูกค้าเป็นผู้เช่าอยู่ในนี้อยู่เหมือนกัน
อยากฝากอะไรถึง สวทช.
ในฐานะนักวิจัย ผมเข้าใจดีว่าเราทำงานเพื่อตอบโจทย์ IADP ซึ่งกำหนดเป้าหมายชัดเจนในแต่ละปีว่าต้องมีผลงาน Licensing แต่ต้องยอมรับว่าการวิจัยไม่ใช่ทุกงานจะพร้อมขายทันที หลายงานยังอยู่ระดับ Prototype หรือแม้พร้อมออกตลาด ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ก็ยังมองว่าเป็นความเสี่ยง จนกว่าจะได้ลองใช้งานจริง
ผมมองว่า สวทช. อาจเปิดโอกาสให้นำผลงานวิจัยไปทดลองใช้ก่อนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในช่วง 3–6 เดือน เพื่อให้ผู้ประกอบการมั่นใจ และให้นักวิจัยได้เห็นศักยภาพของผลงานจริง เมื่อได้พิสูจน์ตลาดแล้วค่อยกลับมาคุยเรื่อง Licensing ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีมีความยั่งยืนและวัดผลได้ชัดเจนกว่า
งานวิจัยดีๆ ใน สวทช. มีอยู่มาก เพียงแต่ผู้ประกอบการบางรายยังไม่รู้หรือยังไม่พร้อม การเปิดโอกาสให้ทดลองใช้ก่อนจะช่วยปิดช่องว่างระหว่างนักวิจัยกับภาคเอกชน โดยเฉพาะ SMEs ที่ต้องการเห็นผลจริงก่อนตัดสินใจลงทุน
สนใจมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งหรือใช้บริการของอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
ติดต่อที่ CONNEX: ศูนย์เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสู่ภาคธุรกิจ
โทร. 0-2564-7200 ต่อ 5365 หรือ connex@nstda.or.th